สุนัขที่เห่ามากเกินไป

บทความพิเศษโดย โรงพยาบาลสัตว์ เอ็น.พี.

                     สุนัขที่เห่ามากความจริงเป็นพฤติกรรมปกติของสุนัข แต่มักสร้างปัญหาให้กับเจ้าของคือ รบกวนเพื่อนบ้านนอนไม่หลับ เจ้าของสัตว์หงุดหงิด และอาจถูกร้องเรียนได้ ใน่งประเทศอาจถูกบังคับให้ทำลายสุนัขทิ้งเสียสุนัขเห่าเนื่องจากมีสิ่งมากระตุ้น   และบางพันธุ์จะปากเบาเห่ามากกว่าพันธุ์อื่น บางตัวมีหอนร่วมด้วย

การแก้ปัญหาสุนัขเห่าต้องทราบสาเหตุที่ทำให้สุนัขเห่าก่อน ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น ความกังวลที่จะอยู่โดดเดี่ยว(Separation anxiety)สุนัขที่ถูกแยกจากเจ้าของมักเห่าหรือทำเสียงครวญคราง บางตัวอาจทำลายข้าวของหรืออจจาระปัสสาวะรดข้าวของในบ้านเรี่ยราด โดยอาการเห่ามักเกิดหลังจากที่เจ้าของออกนอกบ้านและเห่าต่อเนื่องกันหลายฯ ชั่วโมง

เห่าตอบสนองต่อสิ่งเเร้บางอย่าง การเห่าแบบนี้เป็นการเห่าในเหตุการณ์เฉพาะ เช่น มีแขกมาเยือน,มีคนมาส่งของ,มีสุนัขหรือแมวแปลกหน้ามา,เห็นสัตว์แปลกๆเช่นกระรอก,หรือเห่าเสียงแปลกๆที่ได้ยิน การเห่าแบบนี้สุนัขมักตื่นตัว,แสดงอาการป้องกันตัวเองหรือแสดงอาการกลัว ซึ่งแตกต่างจากสุนัขที่กลัวการอยู่ตัวเดียว (Separation anxiety) ตรงที่การเห่าในกรณีนี้เป็นการเห่าที่เจ้าของอยู่ในบ้านด้วย และจะหยุดเห่าเมื่อสิ่งแปลกปลอมหายไป เช่น บุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายสุนัขจะหยุดเห่าเมื่อบุรุษไปรษณีย์จากไป แต่ในความคิดของสุนัขจะเข้าใจว่าเป็นเพราะสุนัขเห่าบุรุษไปรษณีย์จึงจากไป จึงทำให้กล้าที่จะเห่าทุกครั้งที่มีบุรุษไปรษณีย์หรือคนแปลกหน้ามา การเห่าแบบนี้อาจทำให้เกิดการเห่าแบบลูกโซ่ คือ สุนัขบ้านอื่นก็เห่าตามด้วย

 เห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ

(Attention seeking) สุนัขบางตัวก็เห่าเมื่อเจ้าของไม่สนใจเป็นการเรียกร้องให้เจ้าของมาให้ความสนใจ การเห่าแบบนี้อาจมีการตะกุยหรือกระโดร่วมด้วย ถึงเจ้าของจะดุหรือว่าสุนัข ก็อาจไม่หยุดพฤติกรรมเหล่านี้เพราะการดุหรือว่าก็ถือว่าเป็นการได้รับความสนใจจากเจ้าของ

 เห่าเพื่อเล่นการเห่าบางครั้งสุนัขก็เห่าเพื่อเล่นด้วย  การเห่าแบบนี้สุนัขมักเดินเข้ามาหาคนหรือของเล่นหรือสัตว์ตัวอื่น เช่น คาบลูกบอลมาให้เจ้าแล้วเห่าเพื่อให้เจ้าของเล่นด้วย เมื่อเจ้าของปาลูกบอลสุนัขก็จะหยุดเห่าแล้ววิ่งไปเก็บลูกบอล แล้วทำซ้ำอีกเป็นการเรียรรู้ว่าเห่าแล้วเจ้าของจะปาลูกบอลเล่นด้วย

 เห่าเนื่องจากมีปัญหาทางร่างกาย

เช่น สุนัขอายุมากแล้วหูหนวกหรือมีปัญหาเกี่ยวกับสมองมักเห่ามากกว่าปกติสุนัขที่เจ็บปวดก็อาจจะเห่าได้เช่นกัน

                    ดังนั้น เพื่อหาสาเหตุการเห่าต่างๆ จึงควรตรวจร่างกายสุนัขอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขไม่ได้มีปัญหาทางกาย อาจต้องทำการตรวจเลือด โดยเฉพาะในรายที่ต้องใช้ยาร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าของต้องสังเกตพฤติกรรมสุนัขอย่างละเอียดว่าในภาวะใดบ้างที่สุนัขมีอาการเห่า เห่านานเท่าใด เหตุใดจึงหยุดเห่า อาจต้องตั้งกล้องวีดีโดเพื่อบันทึกกรณีสุนัขเห่าเมื่อเจ้าของไม่อยู่บ้าน

จะจัดการอะไรได้บ้างในกรณีสุนัขเห่า

                         การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเห่า ซึ่งขั้นตอนการรักษาส่วนใหญ่มีดังต่อไปนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้สุนัขเห่า เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในหลายๆกรณีที่สุนัขเห่า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานในการละลายพฤติกรรม วิธีการนี้ช่วยได้มากในหลายกรณี เช่น การเห่าเพราะกลัวโดดเดี่ยว เห่าเพราะหวงอาณาเขต หรือเห่าเพื่อป้องกันตัวเอง

 การละลายพฤติกรรม  วิธีนี้คือการไม่สนใจเมื่อสุนัขเห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ วิธีการนี้ต้องอกทนเพราะบางครั้งสุนัขจะเห่าอยู่มากๆ นานหลายๆวัน บางตัวเห่าได้ทั้งวันทั้งคืน คงต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนบ้านก่อน สุนัขจะเรียนรู้เองว่าถึงจะเห่าเท่าไรก็ไม่มีใครให้ความสนใจและให้สิ่งที่สุนัขเรียกร้องเจ้าของต้องไม่เข้าไปดุ พูดกับสุนัข ปลอบ สบตากับสุนัขฯลฯ เพราะจะเป็นการทำให้สุนัขเรียนรู้ว่าเห่าแล้วจะมีคนเข้ามาหา สุนัขจะเห่าต่อไปไม่หยุดและจะพัฒนาไปเป็นกานเห่าเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

 การลงโทษ  เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการแก้ไขอาการสุนัขเห่าของเจ้าของสุนัข อาจจะได้ผลในบางกรณีแบงกรณีจะไม่ได้ผล โดยเฉพาะในรายที่สุนัขเห่าเนื่องจากความกลัวหรือกำลังกระวนกระวายประสาทเสียอยู่อาการจะยิ่งแย่ลง (การลงโทษมักใช้ปลอกคอที่เรียกว่าโช้ค เช่น ปลอกคอกันเห่า ปืนหรือกระบอกฉีดน้ำ หรือเสียงดังๆ เช่น กระป๋องใส่เหรีญ นกหวีด) ในรายที่ได้ผลก็อาจใช้วิธีการนี้ได้ทุกครั้งที่มีการเห่า การตวาดเสียงดังใส่สุนัขมักไม่ได้ผลเพราะบางครั้งสุนัขคิดว่าเจ้าของเล่นด้วย ปลอกคอกันเห่ามี 3 แบบใหญ่ คือ เวลาสุนัขเห่าจะมีเสียงแบบอัลตร้าโซนิคที่คนไม่ได้ยินมารบกวนสุนัข อีกแบบคือเวลาสุนัขเห่าแล้วจะมีกระแสไฟอ่อนๆออกมาทำให้เหมือนถูกไฟอ่อนดูด และแบบสุดท้ายคือเมื่อเห่าแล้วจะปล่อยละอองฝอยของน้ำมันที่ทำจากหญ้าหอม เช่นตระไคร้ หรือผิวส้ม หรือมะนาว ซึ่งรสชาติจะแย่มากๆสำหรับสุนขและระคายเคือง(เคยมีสุนัขมาหาสัตวแพทย์ด้วยอาการตาอักเสบอย่างรุนแรงเนื่องจากโดนคนบีบเปลือกส้มใส่ตา)ปลอกคอที่มีการปล่อยสารพวกนี้เป็นประเภทที่ดูเหมือนจะได้ผลมากที่สุด ถ้าใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธีส่วนพวกที่ปล่อยกระแสไฟอ่อนๆ ออกมามักใช้กับพวกที่ก้าวร้าวมากๆ เครื่องมือเหล่านี้ไม่ควรใช้เป็นประจำทุกครั้งที่สุนัขเห่า ควรใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

วิธีการเผชิญหน้าและการละลายพฤติกรรม  เป็นวิธีที่นักพฤติกรรมสัตว์ใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง วิธีการเผชิญหน้าเป็นวิธีที่ให้สุนัขพบกับสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการเห่า การละลายพฤติกรรมเป็นการให้สุนัขเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เห่าแต่ลดระดับให่อ่อนลง แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับการเผชิญหน้าให้มากขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ ดังนี้อย่างเช่น สุนัขของท่านเห่าเมื่อเห็นสุนัขแปลกหน้าวิธีการนี้ใช้โดยให้สุนัขสนใจตัวคุณมากกว่าสุนัขตัวอื่นโดยการให้อาหารหรือกินเล็กน้อย โดยให้สุนัขแปลกหน้าอยู่ในระยะห่างก่อนแล้วค่อยลดระยะห่างของสุนัขแปลกหน้าลงเรื่อยๆ ขั้นแรกๆ อาจใช้สุนัขที่เคยเห็นมาก่อนแล้วจึงใช้สุนัขแปลกหน้า

 การเบี่ยงเบนพฤติกรรมสุนัข วิธีการนี้โดยท่านต้องชมหรือตบไหล่เพื่อให้รางวัลสุนัขทุกครั้งที่สุนัขไม่เห่าเมื่อเจอกับสิ่งที่กระตุ้นให้สุนัขเห่า ควรฝึกให้สุนัขรู้จักคำว่าหยุดหรือเงียบร่วมด้วยเมื่อสุนัขทำตามให้รางวัลกับสุนัข

การใช้ยาเพื่อลดพฤติกรรม ในรายที่เกิดเนื่องจากความกลัวที่จะอยู่โดเดี่ยว อาจต้องมีการให้ยาร่วมด้วย เช่น ยาคลายเครียด

การตัดกล่องเสียงสัตวแพทย์หลายๆท่านไม่นิยมใช้วิธีนี้เนื่องจาบางรายไม่ได้ผล รายที่ได้ผลสุนัขเห่าเสียงแหบๆ วิธีการนี้เป็นวิธีที่นักพฤติกรรมสัตว์ยังสงสัยถึงผลที่ได้รับอยู่ เนื่องจากสาเหตุการเห่ามีมากมายการรักษาจึงต้องขึ้นกับสาเหตุ ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไขทางที่ดีเจ้าของสุนัขควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้สุนัขเห่า เช่น เก็บสุนัขไว้ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างเพื่อลกเสียงจากภายนอก รวมทั้งการให้สุนัขอยู่ห่างจากประตูและหน้าต่าง การใชช้ปลอกคอกันเห่าเป็นประจำอาจทำให้สุนัขเห่ามากขึ้นจึงควรใช้เท่าที่จำเป็น

ผัก ผลไม้ อาหาร ที่เป็นพิษสุนัข

1.ก้าน ใบ เมล็ด ของ แอปเปิ้ล อัลมอนด์ แอปริคอด พืช เชอรรี่ป่า ลูกพลัม ลูกแพร์ ลูกพรุน และผลไม้ที่คล้ายๆกัน จะทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน ปวดท้อง โดยเมล็ดของผลไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีไซยาไนด์ ซึ่งเป็นพิษทั้งกับคนและน้องหม๋า

 2.อโวคาโดทั้งผล เมล็ด ลำต้น เป็นพิษกับสุนัขทั้งหมด เป็นสาเหตุให้หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เจ็บหน้าอก ปวดท้อง

 3.บลอคโคลี่ ทำให้เกิดแก๊สในท้องจำนวนมาก

 4.เชอร์รี่ ทำให้หายใจเร็ว ช็อค ปากบวมเห่อ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น

 5.ช็อคโกแล็ตยิ่งอบยิ่งอัตรายมาก ที่น้องหม๋าทานช็อคโกแล็ตไม่ได้เพราะสาร theobromine ในเม็ดโคคาเป็นอันตรายต่อน้องหม๋า ถ้าได้รับปริมาณมากจะทำให้เกิดลมชักตายได้ โดยสาร theobromine จะมีในช็อคโกแล็ตชนิดต่างๆจากปริมาณที่น้อยไปหามากดังนี้ White-Hot-Milk-Semi-Baked ไวท์ช็อค ทำจาก นม น้ำตาล และ cocoa butter ซึ่ง cocoa butter ก็คือ ไขมันที่สกัดจาก chocolate liquor ซึ่ง chocolate liquor จะได้มาจากเมล็ดโคคา ก็มี สาร theobromine เช่นกันแต่มีน้อยกว่าช็อคโกแล็ตดำ ไวท์ช็อค 1 ออนซ์ มีสาร theobromine 1gm

 ปริมาณสาร theobromine เท่าใดจึงเป็นอันตรายต่อน้องหม๋า เป็นดังนี้

- ไวท์ช็อค White chocolate:ถ้าน้องหม๋าน้ำหนัก 20 ปอนด์ต้องทานไวท์ช็อค 250 ปอนด์จึงเป็นพิษ

- ช็อคโกแล็ตนม Milk chocolate:ถ้าน้องหม๋าหนัก 20 ปอนด์ กินช็อคโกแล็ตนม 1 ปอนด์ก็จะเป็นพิษ

- Sweet cocoa:ถ้าน้องหม๋าหนัก 20 ปอนด์ กิน Sweet cocoa 3 ปอนด์ จะเป็นพิษ

- ช็อคโกแล็ตอบ Baking chocolate:เพียง 2 ปอนด์จะเป็นพิษกับน้อหม๋ษน้ำหนัก 20 ปอนด์

 6.ชา กาแฟมีคาเฟอีน และน้ำตาล อาจจะทำให้เกิดอาการคล้ายๆกับการกินช็อคโกแล็ต

 7.กระดูกที่ทำให้สุกแล้วไม่ควรให้สุนัขกินเพราะขั้นตอนที่ย่อยอาจจะเป็นอันตรายกับอวัยวะข้างใน แต่กระดูกที่ดิบกินได้ปลอดภัยกว่า

 8.เห็ดจะทำให้อาหารไม่ย่อย มีผลในการทำลายต่อตับไต เกิดอาการ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

 9.ลูกจันทน์จะเกิดอาการใจสั่น หรือเกิดอาการลมชักอย่างปัจจุบันทันด่วน และตาย

 10.ยาสูบทำให้น้ำลายฟูมปาก คลื่นไส้ อาเจียน ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

 11.หัวหอม เกิดแก๊ส ทำให้(ร่างกาย) ไม่ปกติ อ่อนกำลัง ทำลายเม็ดเลือดแดง

 12.องุ่น ลูกเกด ลูกพรุน ทำให้ไตล้มเหลว ถุงตายได้แม้องุ่นเพียงนิดเดียว

 13.เกลือถ้ากินมากเพราะจะมีผลต่อไต

 14.ไข่ดิบอาจมีเชื้อ เชื้อแซลโมเนลล่า ทำให้น้องหม๋าเกิดโรคทางเดิน อาหารได้ แต่ไข่สุกทานได้

 15.ถั่วแมคคาดาเมียถั่วแมคคาดาเมีย จะทำให้กล้ามเนื้อน้องหม๋าอ่อนแรง เกิดความหุดหู่ อาเจียน การไม่ประสารกัน ใจสั่น เป็นไข้ ปวดเกร็งท้อง อาการเพลียของกล้ามเนื้อ โดยจะส่งผลกับขาหลังของน้องหม๋ามากกว่าข้างหน้า บางทีขาหลังเป็นหนักถึงอัมพาต อาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากกินถั่วนี้ไปแล้ว 72 ชั่วโมง

 16.นม นมและผลิตภัณฑ์จากนม น้องหม๋าส่วนใหญ่ไม่มีเอนไซม์ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวมากพอ ซึ่งจะทำให้เกิดท้องเสีย ควรใช้นมน้องหม๋าที่ไม่มีแลคโตส

มาทำสปาให้น้องหมากันเถอะ (ข่าวโลกสัตว์เลี้ยง)

โดย สพ.ญ.พิงค์พรรณ เจริญผล

          หากท่านใดที่อยากจะมอบความรักให้กับน้องหมา ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพทั่วไป การทำวัคซีนให้ครบตามกำหนด การป้องกันเห็บหมัด พยาธิหนอนหัวใจ การพอไปออกกำลังกาย การให้ขนมที่น้องหมาชอบ หรือจะเป็นการพาไปอาบน้ำ ตัดแต่งทรงขนให้สวยงาม อีกหนึ่งวิธีที่ไม่ควรพลาด ทำได้ง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์และกำลังทรัพย์ใด ๆ เพียงมีแต่สองมือกับจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักก็พอ วิธีนั้นก็คือการนวดนั่นเอง

        
  การนวดจะทำให้รร่างกายหลั่งสาร beta-endorphine ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์แก้ปวดตามธรรมชาติ จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย บรรเทาการปวดหรืออักเสบ และการนวดยังช่วยกระตตุ้นการหมุนเวียนของเลือด กำจัดสารพิษให้กับเนื้อเยื่อชะลอการเสื่อมของเนื้อเยื่อเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้นกันและเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและน้องหมา รวมทั้งทำให้น้องหมาที่ขี้กลัวเกิดความเชื่อมั่นในตัวเจ้าของและรู้สึกคลายกังวลมากขึ้นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น เจอคนแปลกหน้า ฟ้าร้องฟ้าผ่า เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ เป็นต้น

          นอกจากนี้ การนวดยังเป็นการรักษาโรคได้อีกด้วย หรือที่เรียกว่าภายภาพบำบัด ซึ่งมักทำในกรณีหลังผ่าตัดกระดูก เพื่อป้องกันการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อ และทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น

       
   ข้อพึงปฏิบัติขณะทำการนวดน้องหมา ได้แก่ เลือกสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการนวด นวดในขณะที่เราและน้องหมารู้สึกผ่อนคลาย มีอารมณ์อยากนวด ห้ามจับบังคับน้องหมาเพื่อมานวด พูดปลอมเบา ๆ ในขณะที่ทำการนวด คอยสังเกตอารมณ์น้องหมาตลอดเวลา ดูว่าถ้าน้องหมาเริ่มหงุดหงิด อาจเป็นเพราะว่าเราไปจับโดนตำแหน่งที่ไวต่อการสัมผัสเข้าแล้ว ให้เริ่มนวดจากตำแหน่งชอบและรู้สึกสบายก่อนแล้วค่อย ๆ นวดไปยังส่วนอื่น ๆ

Option ของการนวด

          1. การลูบ ทำโยเริ่มลูบตามตัวอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความแรงในการนวด ลูบจากหลังคอลงมาตามหลัง จากไหล่หรือสะโพกลงมาที่เท้า

          2. แบบวงกลม ทำโดยเรียงปลายนิ้วติดกันสามนิ้ว แล้วนวดคลึงเป็นวงกลมตามตัว

          3. แบบสั่น ทำโดยเรียงปลายนิ้วติดกันสามนิ้ว แล้วสั่นมือไล่ตามลำตัว

          4. นวดแป้ง ใช้มือขยำโดยดึงผิวหนังขึ้นมาเล็กน้องแล้วปล่อยกลับ ทำเป็นจังหวะอย่างช้า ๆ และหนักแน่น

          5. แบบเมามัน ใช้นิ้วและฝ่ามือนวดผสมลูบตามลำตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยเอาเส้นขนที่ตายแล้วออก

          6. นวดปิดท้าย แบมือและนิ้ว เอามมือแตะตามส่วนต่าง ๆ ของลำตัวเบา ๆ และจบลงด้วยการลูบจากหัวมาท้าย นอกจากนี้ เราอาจจะเปิดแอร์และเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อเป็นการสร้างอารมณ์ให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้นได้อีกด้วย อย่าลืมนะคะ ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็ลองเอาวิธีที่บอกไปหัดนวดน้องหมากันดู แล้วน้องหมาจะติดใจ

ขอบคุณทุกคน ที่เข้ามารับชมค่ะ